Skip to main content

เมื่อ p > 0.05 แล้ว…

research
statistics
การเขียนรายงานผลเมื่อค่า p ไม่ถึงเกณฑ์ 0.05 ให้ถูกต้อง
Published

30 ตุลาคม 2569

เวลาทำวิจัย หากผลการทดลองออกมาได้ \(p < 0.05\) นักวิจัยส่วนใหญ่มักเบาใจ เพราะสามารถสรุปและเขียนในเล่มวิทยานิพนธ์หรือบทความวิจัยได้ทันทีว่า “แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ”

แต่ความลำบากใจมักเกิดขึ้น เมื่อผลการทดสอบสมมติฐานออกมาได้ \(p > 0.05\) หลายคนเริ่มไม่แน่ใจว่าจะเขียนบรรยายอย่างไร และบ่อยครั้งที่เรามักพบประโยคยอดฮิตอย่าง “กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ” หรือพยายามเลี่ยงบาลีด้วยคำว่า “เกือบมีนัยสำคัญ”

เขียนรายงานผลอย่างไรให้ถูกต้อง

1. “แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ” ไม่ควรใช้?

ประโยคว่า “กลุ่ม A และกลุ่ม B แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ” มักมีรากฐานมาจากความสับสน 2 ประการผสมกัน:

1.1 ความสับสนระหว่าง “ค่าสถิติของกลุ่มตัวอย่าง” กับ “พารามิเตอร์ของประชากร”

  • ในข้อมูลดิบของกลุ่มตัวอย่าง (Sample data) ค่าเฉลี่ยของสองกลุ่มย่อมไม่เท่ากันเป๊ะอยู่แล้ว เช่น กลุ่ม A ได้ \(45.2\) และกลุ่ม B ได้ \(43.8\) (มีความต่างเชิงตัวเลขอยู่ \(1.4\))
  • ผู้วิจัยเห็นตัวเลข \(45.2 \neq 43.8\) ด้วยตาเปล่า จึงเขียนฟันธงไปก่อนว่า “มีความแตกต่างกัน” แล้วค่อยเติมสร้อยท้ายจากการทดสอบสมมติฐานว่า “…อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ”
Noteสถิติอนุมาน (Inferential Statistics)

สถิติอนุมานไม่ได้มีไว้เพื่อตอบว่าตัวเลขของกลุ่มตัวอย่างเท่ากันหรือไม่ (เพราะเราเห็นด้วยตาเปล่าอยู่แล้วว่าตัวเลขไม่เท่ากัน)

แต่มีไว้เพื่อตอบว่า ความต่างที่สังเกตได้นั้น เป็นความต่างที่มีอยู่จริงในระดับประชากร หรือเป็นเพียงความแปรปรวนตามธรรมชาติของการสุ่มตัวอย่าง (Random sampling noise)?

เมื่อค่า \(p > 0.05\) แปลว่าหลักฐานข้อมูลในมือยังไม่เพียงพอที่จะแยกความต่างนั้นออกจากความบังเอิญได้ เราจึงไม่มีสิทธิ์ฟันธงตั้งแต่ต้นประโยคว่า “มีความแตกต่าง”


1.2 การวางตำแหน่งคำปฏิเสธ (“ไม่”) ผิดที่จากการแปลภาษาอังกฤษ

ในภาษาอังกฤษ ประโยคมาตรฐานทางวิชาการคือ:

“Group A and Group B did not differ significantly.”

“Group A and Group B were not statistically different.”

“No significant differences (P > 0.05) were observed between Group A and Group B.

สังเกตว่าคำว่า not ทำหน้าที่ขยายคำกริยา differ (ไม่ได้แตกต่างกัน [ในระดับที่มีนัยสำคัญ]) แต่เมื่อนำมาแปลเป็นภาษาไทยแบบคำต่อคำ หลายคนกลับย้ายคำว่า “ไม่” ไปไว้หน้าคำว่า “มีนัยสำคัญ” แทน:

Note❌ แปลแบบคลาดเคลื่อน (ยืนยันกริยา แต่ปฏิเสธคำวิเศษณ์)

“กลุ่ม A และกลุ่ม B แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ”
(เปรียบเสมือนการพูดว่า “จำเลยมีความผิดอย่างไม่มีหลักฐาน” ซึ่งเป็นประโยคที่ขัดแย้งกันเอง)

Tipแปลแบบถูกต้อง (ปฏิเสธกริยาตามหลักภาษาและสถิติ)

“กลุ่ม A และกลุ่ม B ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ” หรือ
“ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่ม A และกลุ่ม B”

หากต้องการสื่อถึงตัวเลขที่ต่างกันในกลุ่มตัวอย่าง แต่ไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบทางสถิติ วิธีเขียนที่ถูกต้องคือการแยกส่วน ข้อเท็จจริงของกลุ่มตัวอย่าง ออกจาก ข้อสรุปทางสถิติ เช่น:

  • ภาษาไทย: “แม้ว่ากลุ่ม A จะมีค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่ม B อยู่ 1.4 หน่วย แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (\(p = 0.367\))”
  • ภาษาอังกฤษ: “Although Group A had a numerically higher mean than Group B by 1.4 units, this difference was not statistically significant (\(p = 0.367\)).”
    (ใช้คำว่า numerically higher เพื่อชี้ชัดว่าเป็นความต่างของตัวเลขในกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น)

2. “มีนัยสำคัญ” และ “ไม่มีนัยสำคัญ”

นอกเหนือจากเรื่องรูปประโยคแล้ว ตัวคำว่า “มีนัยสำคัญ (Significant)” และ “ไม่มีนัยสำคัญ (Non-significant)” ก็เป็นคำที่มักสร้างความเข้าใจผิดด้วย 3 เหตุผลสำคัญ:

2.1 ความหมายที่เพี้ยนไปจากการแปล (Lost in Translation)

เมื่อ Ronald Fisher นำคำว่า “Significant” มาใช้ในทางสถิติช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ความหมายดั้งเดิมของคำว่า Signify คือ “ส่งสัญญาณ หรือ บ่งชี้บางสิ่ง” (Signifying that something other than chance is operating)

  • คำว่า Statistically significant จึงแปลตามเนื้อแท้ว่า “มีสัญญาณทางสถิติที่เด่นชัดเกินกว่าจะเกิดจากความบังเอิญ”
  • แต่ในภาษาพูดทั่วไป คำว่า Significant กลับไปพ้องความหมายกับคำว่า Important
  • ส่งผลให้เมื่อผลลัพธ์ออกมาเป็น “ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ” มักรู้สึกทางจิตวิทยาว่างานวิจัยของตน “ล้มเหลว” หรือผลลัพธ์นั้น “ไร้ค่า” ทั้งที่แท้จริงมันบอกเพียงว่า “สัญญาณยังไม่ชัดเจนพอที่จะฟันธงด้วยข้อมูลชุดนี้” เท่านั้น

2.2 “มีนัยสำคัญทางสถิติ” ไม่ได้แปลว่า “สำคัญในชีวิตจริง”

นี่คือจุดที่นักวิจัยสายวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เกษตรศาสตร์ และการแพทย์ต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะค่า \(p\)-value ขึ้นอยู่กับ ขนาดตัวอย่าง (\(n\)) โดยตรง:

สถานการณ์ของข้อมูล ผลทางสถิติ (\(p\)-value) ความหมายในทางปฏิบัติ (Practical / Biological Relevance)
ตัวอย่างขนาดใหญ่มหาศาล (\(n = 50,000\))
เช่น ทดสอบปุ๋ยสูตรใหม่ พบว่าเพิ่มผลผลิตข้าวได้ \(0.5\) กก./ไร่ (\(p = 0.001\))
มีนัยสำคัญทางสถิติสูงมาก
(เพราะ \(n\) ใหญ่มากจนจับความต่างจิ๋วๆ ได้)
แทบไม่มีความสำคัญในทางปฏิบัติเลย
(ได้ผลผลิตเพิ่มไม่คุ้มกับต้นทุนค่าปุ๋ยที่จ่ายเพิ่ม)
ตัวอย่างขนาดเล็ก (\(n = 8\) ต่อกลุ่ม)
เช่น สารสกัดชีวภาพช่วยลดการระบาดของโรคพืชได้ถึง \(35\%\) แต่ความแปรปรวนสูง (\(p = 0.072\))
ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
(เพราะ \(n\) น้อยเกินไป ทำให้ Power ต่ำ)
มีความสำคัญในทางเกษตรสูงมาก
(ลดโรคได้ถึง \(35\%\) คุ้มค่าแก่การศึกษาซ้ำและขยายผล)

2.3 กล้าที่จะก้าวข้าม 0.05

ในปี 2019 นักสถิติและนักวิทยาศาสตร์กว่า 800 คน ได้ร่วมลงนามในบทความบนวารสาร Nature (Amrhein, Greenland, & McShane, 2019) พร้อมแถลงการณ์ของสมาคมสถิติอเมริกัน (ASA) ในหัวข้อ “Moving to a World Beyond \(p < 0.05\)” เพื่อรณรงค์ให้หยุดการแบ่งโลกออกเป็น 2 ฝั่งแบบขาว-ดำ (Dichotomous Mania)

Warningทำไมเส้นแบ่ง 0.05 แบบตายตัวจึงเป็นปัญหา?

การยึดเกณฑ์ \(0.05\) อย่างเดี่ยว ทำให้งานวิจัยที่ได้ค่า \(p = 0.049\) ถูกมองค่าว่าเป็นการค้นพบที่ใหม่ ว่า “ค้นพบความแตกต่างจริง” แต่ ขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นที่ทำซ้ำแล้วได้ผลแทบเหมือนกันทุกประการแต่ได้ \(p = 0.051\) กลับถูกตัดสินว่า “ไม่พบความแตกต่าง (ล้มเหลว)” หรือ ไม่ได้ค้นพบอะไรใหม่ ๆ ทั้งที่ในทางข้อมูลจริง ค่า \(p = 0.049\) และ \(p = 0.051\) ให้ข้อสรุปเชิงประจักษ์ที่ไม่ต่างกันเลย


3. สรุปแนวทางการเขียนรายงานผล

ในการเขียนเล่มวิทยานิพนธ์หรือบทความเพื่อตีพิมพ์ ทั่ว ๆ ไปยังคงคุ้นเคยกับเกณฑ์ \(\alpha = 0.05\) และทางออกที่ดีที่สุดคือ ปฏิบัติตามมาตรฐาน และ เลือกใช้ภาษาที่สะท้อนความเข้าใจทางสถิติอย่างแท้จริง:

  1. เลิกใช้คำว่า “แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ”:
    เปลี่ยนมาใช้คำว่า “ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ” (No statistically significant difference was observed) แทนเสมอ

  2. ระบุคำว่า “ในเชิงตัวเลข (Numerically)” เมื่ออธิบายค่าเฉลี่ยในกลุ่มตัวอย่าง:
    เช่น “กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุม แต่ความแตกต่างดังกล่าวยังไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ (\(p = 0.14\))”

  3. ห้ามใช้คำเลี่ยงบาลี เช่น “เกือบมีนัยสำคัญ” (Marginally significant):
    ให้รายงานผลทางสถิติตรงไปตรงมา แล้วนำแนวโน้มที่น่าสนใจไปอภิปรายในบท Discussion โดยอ้างอิงขนาดอิทธิพล (Effect Size) และช่วงความเชื่อมั่น (95% CI)

  4. แยก “นัยสำคัญทางสถิติ” ออกจาก “นัยสำคัญในทางปฏิบัติ” ในบท Discussion เสมอ:

    • เมื่อได้ \(p < 0.05\): ควรอภิปรายต่อว่า ขนาดความต่างนั้นมากพอที่จะมีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจหรือชีววิทยาหรือไม่
    • เมื่อได้ \(p > 0.05\): อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าตัวแปรนั้นว่า “ไม่ต่างกัน” ให้อภิปรายผ่านขนาดอิทธิพลและพิจารณาว่ากลุ่มตัวอย่างอาจเล็กเกินไปหรือไม่ (Underpowered study)